วันจันทร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

รัฐธรรมนูญแห่งประเทศไทย

รัฐธรรมนูญแห่งประเทศไทย
 

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทรสยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่าโดยที่ประเทศไทยได้มีรัฐธรรมนูญประกาศใช้เป็นหลักในการปกครองประเทศตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาเป็นเวลากว่าหกสิบห้าปีแล้ว ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ได้มีการยกเลิกและแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหลายครั้ง แสดงว่ารัฐธรรมนูญย่อมเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม แห่งกาลเวลาและสภาวการณ์ของบ้านเมือง รัฐธรรมนูญจะต้องกำหนดกฎเกณฑ์สำคัญที่กระจ่างแจ้ง ชัดเจน สามารถใช้เป็นหลักในการปกครองประเทศและเป็นแนวทางในการจัดทำกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญได้ และโดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชาอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๓๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๖) พุทธศักราช ๒๕๓๙ ได้บัญญัติให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้น ประกอบด้วยสมาชิกที่ได้รับเลือกตั้งจากรัฐสภาจำนวนเก้าสิบเก้าคน มีหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับเพื่อเป็นพื้นฐาน สำคัญในการปฏิรูปการเมือง และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับพระราชทานกระแสพระราชดำรัสเพื่อเป็นสิริมงคลแก่การทำงาน ภายหลังจากนั้น สภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีสาระสำคัญเป็นการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพิ่มขึ้น ตลอดทั้งปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองให้มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งนี้ โดยได้คำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชนเป็นสำคัญ และได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๓๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๖) พุทธศักราช ๒๕๓๙ แล้ว ทุกประการ

การเปลี่ยนแปลงการปกครอง (28 มิถุนายน พ.ศ. 2475)

การเปลี่ยนแปลงการปกครอง (28 มิถุนายน พ.ศ. 2475)
 
การเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยใน พ.ศ. ๒๔๗๕ นั้น ก็นับว่าเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเป็นเหตุการณ์ที่มีความสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์การปกครองของชาติไทย เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ใช้มายาวนานกว่า ๗๐๐ ปี มาเป็นระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ
คณะราษฎรซึ่งเป็นคณะผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง คงจะมีเจตนาที่จะสถาปนาระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตกด้วยความจริงใจ จะเห็นได้จากการเปลี่ยนแปลงระบบและกระบวนการทางการเมือง เช่น การประกาศใช้รัฐธรรมนูญ การจัดตั้งรัฐสภา ฯลฯ แต่มิได้นำหลักการประชาธิปไตยมาปฏิบัติอย่างครบวงจร ตัวอย่างเช่น มิได้มีการให้ความ สำคัญเกี่ยวกับจุดมุงหมายหรือหลักการแนวความคิดพื้นฐานของความเป็นประชาธิไตย มิได้มีการกระจายอำนาจการปกครองส่วนหลางสู่ส่วนภูมิภาค และท้องถิ่นอย่างจริงจัง อีกทั้งลักษณะวัฒนธรรมทางการเมืองยังมีลักษณะยึดถือตัวบุคคลมากกว่าหลักการของเหตุผล จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงแต่เพียงรูปแบบมากกว่าการเปลี่ยนแปลงเนื้อหา
นอกจากนี้ โครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ก็มิได้มีการเปลี่ยนแปลงให้เป็นรากฐานของการพัฒนาประชาธิปไตย กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ คณะราษฎรก็มิได้เตรียมการที่พอดี สภาพแวดล้อมทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ก็ไม่สู้จะเอื่ออำนวยต่อการพัฒนาการเมืองไทย การเปลี่ยนแปลงการปกครองดังกล่าวจึงมิได้เกิดจากการตื่นตัวของประชาชนชาวไทยอย่างแท้จริง
ด้วยเหตุนี้ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยใน พ.ศ.๒๔๗๕ แม้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีความสำคัญยิ่ง แต่ก็มิไดนำประเทศชาติไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง ยังคงวนเวียนอยู่กับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับแล้วฉบับเล่า การปฏิวัติรัฐประหาร และการก่อการกบฏยังคงวนเวียนเป็นวัฏจักร อีกทั้งยังมีการจัดตั้งรัฐบาลเผด็จการและประชาธิปไตยสลับกันไป อันเป็นปัญหารื้อรังที่น่าจะนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า อีกนานเท่าใดประชาชนไทยจะร่วมแรงร่วมใจกันอย่างจริงใจที่จะเสียสละเข้าไปมีส่วนร่วมและมีบทบาทในกระบวนการเสริมสร้างระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยให้มั่นคงสภาพรตลอดไป การเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยใน พ.ศ. ๒๔๗๕ จึงได้สะท้อนให้เห็นถึงวิธีการแก้ปัญหาของบรรพบุรุษไทยได้เป็นอย่างดี การที่คณะราษฎรผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองมิได้ใช้ความรุนแรงในการก่อการยึดอำนาจ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของพวกตนก็ดี หรือการที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่กัวมิได้ทรงใช้กำลังตอบโต้คณะราษฎรอย่างรุนแรงทั้งที่พระองค์มีโอกาสทำเช่นนั้นได้ แต่กลับทรงยินยอมรพะราชทานรัฐธรรมนูญให้กับปวงชนชาวไทยตามที่คณะราษฎรเรียกร้อง จึงเป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นถึงกระบวนการในการแก้ปัญหาของชาติด้วยหลักจริยธรรมและคุณธรรม เพราะทุกฝ่ายต่างคำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนและต่างก็ไม่ต้องการให้คนไทยต้องสูญเสียเลือดเนื้อโดยไม่จำเป็น
การที่คณะราษฎรผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่ผ่านการศึกษามาจากประเทศตะวันตก สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของความก้าวหน้าททางวิทยาการจากโลกตะวันตกที่จะมีผลต่อการดำเนินชีวิตของคนไทยในโลกสมัยใหม่ในยุคหลังต่อมา และการที่คณะราษฎรซึ่งประกอบด้วยทหารบก ทหารเรือ และพลเรือน ได้ร่วมมือร่วมใจเสี่ยงต่อการตายก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองจนเป็นผลสำเร็จ สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือพึ่งพาอาศัยกันของบุคคลทุกฝ่าย ที่จะแก้ปัญหาของชาติและพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไป เพราะถ้าขาดความร่วมมือและพึ่งพาอาศัยกันแล้ว คณะราษฎรก็คงจะเกิดขึ้นมาไม่ได้ และการเปลี่ยนแปลงการปกครองก็ไม่ประสบผลสำเร็จ
การที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงยอมสละราชอำนาจในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ให้กับปวงชนชาวไทยด้วยความเต็มพระราชหฤทัย และการที่คณะราษฎรยอมเสียสละความสุขส่วนตัว และยอมเสี่ยงต่ออันตรายที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตของตนและครอบครัวถ้าแผนการเปลี่ยนแปลงไม่ประสบผลสำเร็จ แสดงให้เห็นความพยายามของบรรพบุรุษไทยในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาสังคมไทยให้เจริญก้าวหน้าที่ทุกฝ่ายได้ตั้งใจเอาไว้อันเป็นแบบฉบับของการแก้ไขปัณหาที่คนรุ่นหลังต้องยึดถือเป็นแบบอย่างต่อไป ในบางกรณี มนุษย์พยายามใช้สติปัญญาในการคิดค้นทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาของตน เช่น ในกรณีของการปฏิวัติอุตสาหกรรม แต่ปรากฏว่าท่ามกลางความเจริญก้าวหน้าทางการผลิตทาางด้านอุตสาหกรรม และความเจริญก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมมีส่วนสำคัญในการนำไปสู่ความสำเร็จในการพัฒนาอุตสาหกรรม หรือเข้าสู่สงครามที่นำมาแต่ความพินาศ และความทุกข์ยาก สงครามมิอาจสร้างสันติภาาพที่ถาวรได้ สันติภาพจะอยู่ได้มิใช่ด้วยแสนยานุภาพทางการทหาร แต่จะต้องขึ้นอยู่กับความเข้าใจซึ่งกันและกันของมนุษย์ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

วิวัฒนาการทางการเมืองการปกครองของไทย


วิวัฒนาการทางการเมืองการปกครองของไทย

        ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นประเทศเก่าแก่ มีประวัติความเป็นมายาวนานชาติหนึ่ง แม้ว่าหลักฐานเกี่ยวกับปฐมกำเนิดของชาติไทยจะไม่สามารถยืนยันได้แน่ชัดว่า ชนชาติไทยเป็นผู้ที่อพยพมาจากทางตอนใต้ของประเทศจีนแถบมณฑลยูนาน หรือมีรกรากอยู่ในสุวรรณภูมิแห่งนี้มาแต่เก่าก่อนก็ตาม การศึกษาวิวัฒนาการทางการเมืองการปกครองสมควรจะเริ่มต้นตั้งแต่ประเทศไทยตั้งอาณาจักรมั่นคงขึ้นในแหลมทอง เมื่อ พ.ศ. 1781 อาณาจักรแรกของชาติไทย คือ อาณาจักรสุโขทัย ซึ่งสถาปนาโดยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ต้นราชวงศ์พระร่วง ประกาศตนเป็นอิสระจากขอมซึ่งยึดครองดินแดนแถบนั้นอยู่ในสมัยนั้น

การเมืองการปกครองไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนกระทั่งถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ก่อนหน้ามีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 อยู่ในรูปแบบระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับระบอบเผด็จการ เพราะว่าอำนาจสูงสุดในการปกครองเป็นของพระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น พระมหากษัตริย์ได้อำนาจมาด้วยการสืบสันตติวงศ์ หรือการปราบดาภิเษก ประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการสถาปนาหรือคัดเลือกพระมหากษัตริย์เลย

ระบอบประชาธิปไตยซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 มีลักษณะที่ไม่ราบรื่นและพัฒนามากนัก แม้ว่าจะดำเนินมาเป็นเวลากว่า 60 ปี แต่ก็พอจะอนุมานได้ว่าระบอบประชาธิปไตยได้หยั่งลึกพอสมควร การศึกษาการเมืองการปกครองไทยหากจะแบ่งยุคสมัยให้เหมาะสมแก่การศึกษาแล้วจะแบ่งออกได้เป็น 3 ยุคสมัยด้วยกัน คือ สมัยสุโขทัย ระหว่าง พ.ศ. 1781 – 1921 สมัยอยุธยา พ.ศ. 1893 – 2310 และสมัยรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2325 – 2475 ส่วนหลักจาก พ.ศ. 2475 จนถึงปัจจุบัน จะกล่าวโดยละเอียดในบทต่อไปที่ว่าด้วยการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตยของไทยในปัจจุบัน แม้ว่าในประวัติศาสตร์จะปรากฏว่ามีสมัยธนบุรีระหว่าง พ.ศ. 2311 – 2325 แต่เนื่องจากสมัยนั้นชาติไทยอยู่ในระยะสร้างชาติให้เป็นปึกแผ่นขึ้นมาใหม่หลักจากเสียกรุงศรีอยุธยาใน พ.ศ. 2310 และลักษณะการปกครองยังยึดแบบของกรุงศรีอยุธยาอยู่ ไม่ได้เสริมสร้างลักษณะใหม่ๆ ขึ้นมา จึงไม่ขอกล่าวเป็นการเฉพาะ และคงแบ่งยุคสมัยออกเป็น 3 สมัย ดังที่กล่าวตอนต้นเท่านั้น

 สมัยสุโขทัย
 สมัยอยุธยา
 สมัยอยุธยาตอนต้น
 สมัยอยุธยาตอนกลางและตอนปลาย
 สมัยรัตนโกสินทร์
 การปฏิรูปการปกครองสมัยสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
 คณะราษฎร

ประวัติเงินตรา

ประวัติเงินตรา ดินแดนซึ่งเป็นที่ตั้งของประเทศไทยในปัจจุบัน เป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์มาตั้งแต่ก่อน พุทธศตวรรษที่ 6 ซึ่งกลุ่มชนเหล่านี้ได้มีการติดต่อกับชุมชนอื่นในบริเวณใกล้เคียง โดยใช้สื่อกลางใน การแลกเปลี่ยนหลายรูปแบบ เช่น ลูกปัด เปลือกหอย เมล็ดพืช เป็นต้น สำหรับชนชาติไทยสันนิษฐานว่าได้มีการนำโลหะเงินมาใช้เป็นเงินตรามาตั้งแต่ในสมัยสุโขทัย เรียกกันว่า เงินพดด้วง ซึ่งมีเอกลักษณ์ เป็นของตัวเอง และแสดงให้เห็นถึงความเจริญของชนชาติไทยที่ได้ผลิตเงินตราขึ้นใช้เองเป็นเวลาหลายร้อยปีจวบจนมีการนำเงินเหรียญตามแบบสากลเข้ามาใช้
วิวัฒนาการเงินตราไทย
เงินตราฟูนัน เหรียญเงินด้านหนึ่งมีสัญลักษณ์พระอาทิตย์ครึ่งดวงเปล่งรัศมี อีกด้านหนึ่งเป็นรูปพระศรีวัตสะ กลองบัณเฑาะว์ที่พราหมณ์ใช้ในพิธีต่างๆ และมีเครื่องหมายสวัสดิกะซึ่งหมายถึงความโชคดี
เงินตราทวารวดี เงินตราที่พบยังคงมีสัญลักษณ์เกี่ยวกับกษัตริย์ อำนาจการปกครอง ความอุดมสมบูรณ์ และศาสนา เช่น เหรียญเงินด้านหนึ่งเป็นรูปบูรณกลศ
เงินตราศรีวิชัย ประมาณพุทธศตวรรษที่ 13 การค้าทางทะเลมีความสำคัญมากขึ้น ส่งผลให้เมืองที่อยู่บน คาบสมุทรสุวรรณภูมิ ได้แก่ ไชยา และนครศรีธรรมราช
เงินตราสุโขทัย ในสมัยนี้ยังคงใช้เงินพดด้วงเป็นเงินตรา แต่หลวงผูกขาดในการผลิต เงินพดด้วงในสมัยนี้ คล้ายเงินพดด้วงในสมัยสุโขทัย แต่ตรงปลายขาที่งอจรดกันไม่แหลมเหมือนเงินพดด้วงสุโขทัย ตราที่ประทับส่วนใหญ่เป็นตราจักรและตราประจำรัชกาล
เงินตราสมัยกรุงธนบุรี ในสมัยกรุงธนบุรี ยังคงใช้เงินพดด้วงเช่นครั้งกรุงเก่า สันนิษฐานว่ามีการผลิตเงินพดด้วงขึ้นใช้เพียง 2 ชนิดคือ เงินพดด้วงตราตรีศูลและตราทวิวุธ
สมัยรัชกาลที่ 1 เงินพดด้วงในรัชกาลนี้ เดิมประทับตราจักร และตราตรีศูล แต่หลังจากบรมราชาภิเษกแล้ว ได้โปรดเกล้าฯ ให้ผลิตเงินพดด้วงประจำรัชกาลแล้วประทับตราพระแสงจักร-บัวอุณาโลม
สมัยรัชกาลที่ 2 ตราที่ประทับบนเงินพดด้วย คือ ตราจักรและตราครุฑ สันนิษฐานว่าตราครุฑ มาจากพระนามเดิมของรัชกาลที่ 2 คือ "ฉิม" ซึ่งเป็นวิมานของพญาครุฑ
สมัยรัชกาลที่ 3 ตราปราสาทเป็นตราประจำพระองค์ของรัชกาลที่ 3 ผลิตเมื่อพระองค์เสด็จเถลิงถวัลราชสมบัติในปี พ.ศ. 2367 นอกจากนี้ยังมีการผลิตเงินพดด้วงเป็นที่ระลึกในโอกาสสำคัญๆ
สมัยรัชกาลที่ 4 พระองค์จึงมีพระราชดำริที่จะเปลี่ยนรูปเงินตราของไทยจากเงินพดด้วงเป็นเงินเหรียญ ในสมัยนี้จึงถือว่ามีการใช้เหรียญกษาปณ์แบบสากลนิยมขึ้นเป็นครั้งแรก ประกาศให้เลิกใช้เงินพดด้วงทุกชนิด ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2447 เป็นต้นมา
สมัยรัชกาลที่ 5 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเงินที่สำคัญ พระองค์มีพระราชดำริว่า มาตราของไทยที่ใช้อยู่ในขณะนั้น คือ ชั่ง ตำลึง บาท สลึง เฟื้อง เป็นระบบที่ยากต่อการคำนวณ และการจัดทำบัญชี
สมัยรัชกาลที่ 6 มีการผลิตเหรียญกษาปณ์ออกใช้แต่ไม่มี การเปลี่ยนแปลงรูปแบบมากนัก ส่วนใหญ่เป็นเหรียญกษาปณ์ที่มีราคาไม่สูงนัก คือ 1 บาท, 50 สตางค์, 25 สตางค์, 10 สตางค์, 5 สตางค์, และ 1 สตางค์
สมัยรัชกาลที่ 7 ในรัชกาลนี้มีการผลิตเหรียญหมุนเวียนออกใช้ไม่มากนัก เนื่องจากอยู่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เหรียญประจำรัชกาลที่นำออกใช้เป็นเหรียญชนิดราคา 50 และ 25 สตางค์ ตราพระบรมรูป-ช้างทรงเครื่อง
สมัยรัชกาลที่ 8 เหรียญประจำรัชกาลที่ผลิตออกใช้หมุนเวียน เป็นเหรียญตราพระบรมรูป-พระครุฑพ่าห์ ชนิดราคา 50, 25, 10 และ 5 สตางค์ มี 2 รุ่น คือ รุ่นแรกมีพระบรมรูปเมื่อครั้นเจริญพระชนมพรรษา
สมัยรัชกาลที่ 9 นอกจากนี้ยังมีการจัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก เพื่อบันทึกเหตุการณ์สำคัญ อันเกี่ยวเนื่องกับสถาบันชาติ 
ศาสนา พระมหากษัตริย์ และหน่วยงานต่าง ๆ



เงินตราฟูนันเงินตราทวารวดีเงินตราศรีวิชัยเงินตราสุโขทัยเงินตราสมัยกรุงศรีอยุธยา
เงินตราสมัยกรุงธนบุรีสมัยรัชกาลที่ 1สมัยรัชกาลที่ 2สมัยรัชกาลที่ 3สมัยรัชกาลที่ 4

สมัยรัชกาลที่ 5สมัยรัชกาลที่ 6สมัยรัชกาลที่ 7สมัยรัชกาลที่ 8สมัยรัชกาลที่ 9


วัตถุประสงค์ เพื่อใช้แลกเปลี่ยนระหว่างของ2สิ่งขึ้นไป

concept พกพาง่ายและสะดวก ทนทาน

ภายใต้เงื่อนไข จะต้องได้การรับรองจากรัฐบาลแล้วเท่านั้น มูลค่าอัตราแลกเปลี่ยนของเหรียญมาจากมูลค่าทางด้านประวัติของมัน และ/หรือ มูลค่าที่แท้จริงของโลหะที่เป็นส่วนประกอบ (เช่น เหรียญทอง, เหรียญเงิน หรือเหรียญแพลตินัม)

คุณสมบัติ - มีความคงทนเพื่อให้คงอยู่ได้นาน

-ขนาดและสี จะต้องบอกมูลค่าของเหรียญนั้นๆได้

-น้ำหนักเบาเพื่อพกพาสะดวก แต่น้ำหนักของแต่ละเหรียนญก็ต่างกันไปตามมูลค่าของเหรียญนั้นๆ

เงินในยุคแรกเป็นเงินพดด้วงด้วงมีลักค่อนข้างกลมรูปที่ใช้พิมพ์ก็แล้วแต่ยุคแต่ละสมัย เช่นเงินยุคทราวดี เป็นรูปบูรณกลศ

สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of Southeast Asian Nations)

สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of Southeast Asian Nations) 
 
asian
 
   คำขวัญ
            "One Vision, One Identity, One Community"  
               (หนึ่งวิสัยทัศน์ หนึ่งเอกลักษณ์ หนึ่งประชาคม)
  
   สัญลักษณ์อาเซียน
  
 
  
 
ต้นข้าวสีเหลือง 10 ต้น มัดรวมกันไว้”
 
หมายถึง
 
ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้ง 10 ประเทศรวมกัน
 
 เพื่อมิตรภาพและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
 
โดยสีที่ปรากฏในสัญลักษณ์ของอาเซียน เป็นสีที่สำคัญของธงชาติของแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียน
  
 
สีน้ำเงิน หมายถึง สันติภาพและความมั่นคง
 
สีแดง หมายถึง ความกล้าหาญและความก้าวหน้า
 
สีขาว
  หมายถึง ความบริสุทธิ์
 
สีเหลือง หมายถึง ความเจริญรุ่งเรือง
            
   สำนักเลขาธิการอาเซียน (ASEAN Secretariat)
            สำนักเลขาธิการอาเซียน ตั้งอยู่ที่ กรุงจากาตาร์
            
   เลขาธิการ
            ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ (เริ่มดำรงตำเเหน่งเมื่อปี พ.ศ.2551)
            
   ปฏิญญากรุงเทพ
            8 สิงหาคม พ.ศ. 2510
            
   กฎบัตรอาเซียน
            16 ธันวาคม พ.ศ. 2551
            
   ประเทศสมาชิก
            อาเซียนเริ่มก่อตั้งครั้งแรก : ประกอบด้วยสมาชิกทั้งหมด 5 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย
            
            ปัจจุบันอาเซียน :
            ประกอบด้วยสมาชิกทั้งหมด 10 ประเทศ ได้แก่
  
                       1. สาธารณรัฐอินโดนีเซีย  (Republic of Indonesia)
                       2. ประเทศมาเลเซีย  (Malaysia)
                       3. สาธารณรัฐฟิลิปปินส์  (Republic of the Philippines)
                       4. สาธารณรัฐสิงคโปร์  (The Republic of Singapore)
                       5. ราชอาณาจักรไทย  (Kingdom of Thailand)
                       6. บรูไนดารุสซาลาม  (Brunei Darussalam)
                       7. สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม  (The Socialist Republic of Vietnam)
                       8. สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว)
                          (The Lao People's Democratic Republic of Lao PDR)
                       9. สหภาพพม่า  (Union of Myanmar)
                       10. ราชอาณาจักรกัมพูชา  (Kingdom of Cambodia)
                       
            อาเซียน +3 : ประกอบด้วย กลุ่มประเทศอาเซียน 10 ประเทศ และประเทศ จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น
            
            อาเซียน+6 : ประกอบด้วย กลุ่มประเทศอาเซียน 10 ประเทศ กลุ่มประเทศ +3 และประเทศออสเตรเลีย อินเดีย
                                  และนิวซีแลนด์
  
   กฎบัตรอาเซียน ( ASEAN Charter)
          กฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) คือ ธรรมนูญอาเซียนที่จะมีการวางกรอบของกฎหมายและโครงสร้างองค์กร
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของอาเซียนในการขับเคลื่อนเพื่อการรวมตัวเป็นประชาคม อาเซียนภายในปี 2015 (พ.ศ.2558)
เพื่อให้อาเซียนเป็นองค์กรระหว่างรัฐบาลในภูมิภาคที่มีประสิทธิภาพ มีประชาชนเป็นศูนย์กลางและเคารพในกติกา
การทำงานระหว่างกันมากยิ่งขึ้น 

แรงงานสตรี…อยู่ที่ไหนก็ทำงานหนัก……



แรงงานสตรี…อยู่ที่ไหนก็ทำงานหนัก……

พบกันอีกครั้งกับ “เปิดบ้านสถิติ” ฉบับควันหลงจากวันสตรีสากลเมื่อ 8 มีนาคมที่ผ่านมา อย่างที่ทราบกันดีว่าผู้หญิงในปัจุบันนี้ นับวันจะมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ขณะที่ผู้หญิงก็ยังคงต้องแบกรับภาระงานบ้าน และดูแลคนในครอบครัวอยู่เช่นเดิม หากมองการทำงานของผู้หญิงซึ่งนับเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ก็ยังพบว่าไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร มีการเรียกร้องการคุ้มครองสิทธิ และผลประโยชน์จากการทำงานของผู้หญิงให้เห็นอยู่เป็นประจำในสังคม
การมีงานทำของผุู้หญิง ตามเขตการปกครอง
ข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของผู้หญิงจากการสำรวจภาวะทำงานของประชากรของสำนักงาน สถิติแห่งชาติ ปีล่าสุด (ไตรมาส 3 พ.ศ. 2555) พบความแตกต่างในการประกอบอาชีพ และจำนวนชั่วโมงในการทำงานระหว่างผู้หญิงด้วยกันเอง โดยผู้หญิงที่อยู่ในเขตเมืองหรือในเขตเทศบาลกับผู้หญิงที่อยู่ในชนบทหรือนอกเขตเทศบาล มีสัดส่วนการทำงานไม่แตกต่างกันมากนัก คือ ร้อยละ 63.06 สำหรับผู้หญิงที่อยู่ในเขตเมือง และร้อยละ 65.88 สำหรับในชนบท แต่หากพิจารณาจากอาชีพ จะพบความแตกต่างอย่างชัดเจน กล่าวคือ ประมาณ 9 ใน 10 ของผู้มีงานทำในเขตเมืองทำงานนอกภาคเกษตร ที่เหลืออยู่ในภาคเกษตร ขณะที่ผู้หญิงในเขตชนบทมากกว่าครึ่ง ทำงานในภาคเกษตร (ร้อยละ 54.25) และเกือบครึ่งทำงานนอกภาคเกษตร (ร้อยละ 45.75)
จำนวนชั่วโมงการทำงาน จำแนกตามอุตสาหกรรม
ในแง่ของคุณภาพชีวิตในการทำงานของแรงงานหญิง พิจารณาจากจำนวนชั่วโมงทำงานต่อสัปดาห์ ก็พบความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด โดยปกติการทำงานเฉลี่ยอยู่ที่ 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่จากข้อมูลพบว่าผู้หญิงมีชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยสูงมาก คือ 45.14 ชั่วโมง โดยร้อยละ 34.03 ใช้เวลาในการทำงานระหว่าง 40–49 ชั่วโมง และประมาณ 1 ใน 5 ทำงานมากกว่า 50 ชั่วโมง (ร้อยละ 23.33) เมื่อพิจารณาตามอุตสาหกรรม ผู้หญิงเกือบครึ่ง (ร้อยละ 44.14) ที่ทำงานในภาคเกษตรกรรม ทำงานระหว่าง 40-49 ชั่วโมง และมากกว่า 1 ใน 3 (ร้อยละ 36.95) ทำงานมากกว่า 50 ชั่วโมงขึ้นไป ขณะที่ผู้หญิงร้อยละ 40.11 ที่ทำงานนอกภาคเกษตร ทำงานสัปดาห์ละ 40-49 ชั่วโมง และประมาณ 1 ใน 3 ทำงานมากกว่า 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (ร้อยละ 23.33)
จากข้อมูลข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างในอาชีพของผู้หญิงที่มีความสัมพันธ์ในเชิงพื้นที่ ซึ่งอาจดูเหมือนเป็นเรื่องปกติจนหลายๆ ภาคส่วนมองข้ามไป แต่หากมองให้ลึกลงไปจะพบว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญและจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาควบคู่กับประเด็นทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อความเท่าเทียมกัน และนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้หญิงต่อไป การปิดช่องว่างการพัฒนาอาจไม่สามารถทำได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่หากเริ่มลงมือทำ ก็ไม่สายที่จะช่วยให้ช่องว่างนั้นแคบลงได้....

แรงงานนอกระบบ....แรงงานนอกสายตา??....



แรงงานนอกระบบ....แรงงานนอกสายตา??....

เปิดบ้านสถิติฉบับนี้ เป็นควันหลงจากวันแรงงานแห่งชาติ (1 พค.) ที่อยากจะชวนคิดเกี่ยวกับคนกลุ่มหนึ่งที่เป็นกำลังสำคัญของระบบเศรษฐกิจของประเทศ แต่มักจะถูกละเลย หรือไม่ได้รับความสำคัญเท่าที่ควร คนกลุ่มนี้ก็คือ กลุ่มแรงงานนอกระบบ ซึ่งเป็นแรงงานที่ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ขาดความคุ้มครองและหลักประกันทางสังคม ทำงานโดยไม่มีสัญญาจ้าง หรือไม่มีนายจ้างตามความหมายของกฎหมายแรงงาน รวมถึงไม่มีค่าจ้าง/รายได้ที่แน่นอน มีความเปราะบางต่อกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและสังคมมากกว่ากลุ่มแรงงานในระบบแรงงานนอกระบบกับวิธีการรักษาเมื่อได้รับอุบัติเหตุุ
สำนักงานสถิติแห่งชาติเห็นความสำคัญของการมีข้อมูลสถิติของแรงงานกลุ่มนี้ จึงทำการสำรวจแรงงานนอกระบบมาตั้งแต่ปี 2548 ผลการสำรวจในปี 2555 พบว่า กว่าร้อยละ 60 ของแรงงานในประเทศไทยเป็นแรงงานนอกระบบ หรือประมาณ 24.8 ล้านคน ถือเป็นกำลังสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจของประเทศ โดยแรงงานเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีการศึกษาต่ำกว่าระดับประถมหรือไม่มีการศึกษา และมากกว่าครึ่งทำงานในภาคการเกษตร และประมาณ 1 ใน 5 ทำงานในภาคการบริการ
จากปัจจัยต่างๆ ทั้งด้านรายได้ที่ไม่แน่นอนและการไม่ได้รับความคุ้มครองของกฎหมายแรงงาน/ การประกันสังคม มีส่วนทำให้แรงงานเหล่านี้ เมื่อได้รับการบาดเจ็บ/อุบัติเหตุ มักจะไม่ได้เข้ารับการรักษาพยาบาลที่เหมาะสม โดยเลือกที่จะซื้อยากินเองมากกว่า
แรงงานที่สามารถใช้สวัสดิการรักษาพยาบาลอย่างไรก็ดี แรงงานเหล่านี้ยังมีช่องทางสามารถใช้สวัสดิการในการรักษาพยาบาลจากบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งนับว่ามีส่วนช่วยผ่อนเบาภาระค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลได้พอสมควร ถึงเวลาหรือยังที่ทุกภาคส่วนจะหันกลับมาช่วยเหลือแรงงานนอกระบบกว่า 24 ล้านคนอย่างจริงจังมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องความปลอดภัยในการทำงาน สวัสดิการและความมั่นคงในการทำงาน เพื่อยกระดับให้แรงงานเหล่านี้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อันจะส่งผลดีต่อแรงงานโดยตรง และครอบครัวโดยอ้อม เมื่อครอบครัวเข้มแข็ง คนในสังคมก็ย่อมมีต้นทุนที่ดี สามารถเป็นกำลังหลักของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไปในอนาคต